|
พริกไทย (Pepper)
.jpg)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Piper nigrum Linn.
พริกไทยเป็นพืชพื้นเมืองของอินเดียและประเทศในถิ่นร้อน ปัจจุบันเวียตนามเป็นประเทศที่ปลูกและส่งออกพริกไทยมากที่สุด พริกไทยใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหารและเป็นยา ถูกเรียกว่าเป็น “ราชาแห่งเครื่องเทศ” (King of spices) เป็นเครื่องเทศที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ใช้แลกเปลี่ยนแทนเงินตรา ในสมัยสี่พันปีก่อนคริสตกาล พริกไทยเป็นของหายากและมีราคาแพงมาก คนร่ำรวยเท่านั้นที่จะหาซื้อใช้ได้
ตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อว่าพริกไทยรักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น ท้องผูก ท้องร่วง ปวดหู รักษาแผลเรื้อรัง ไส้เลื่อน โรคหัวใจ แก้ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ อาหารไม่ย่อย แมลงกัดต่อย อาการนอนไม่หลับ ปวดข้อ ตับอักเสบ โรคปอด ปวดฟัน ฟันผุ เป็นต้น ในตำรับยาอายุรเวทของอินเดียใช้ทั้งผงพริกไทยและสารต้มสกัดพริกไทยเป็นการรักษาพื้นบ้านในการรักษาคอเจ็บ ไอ
คออักเสบ เป็นต้น ตามพระสูตรในพระพุทธศาสนาพริกไทยเป็นยาที่อนุญาตให้พระภิกษุเก็บไว้รักษาตัวได้
ความเผ็ดร้อนของพริกไทยมาจากสารสำคัญ คือ Piperine มีการศึกษาพบว่า Piperine ในพริกไทยช่วยเพิ่มการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ เช่น เซเลเนียม (Selenium), วิตามินบี (Vitamin B), เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และเคอร์คูมิน (Curcumin) รวมทั้งสารอาหารอื่นๆ
สารไพเพอรีนเป็นสารให้ความร้อน (Thermogenic) เมื่อทานเข้าไปจะช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขี้น การเผาผลาญอาหารต่างๆ ก็จะเร่งกระบวนการมากขึ้น ช่วยให้ไขมันสะสมเดิมในร่างกายและที่เข้ามาใหม่มีการเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น ทำให้ร่างกายได้พลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการผลิต ซีโรโทนิน (Serotonin) และ เบต้า-เอ็นโดรฟิน (Beta-endophin) ในสมองด้วย
ในสารสกัดจากพริกพบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) และต้านสารก่อมะเร็ง (anti-carcinogen) ด้วย
ในพริกไทยยังมี โครเมียม (Chromium) ช่วยลดความอยากอาหาร อิ่มท้องเร็วขึ้นและทน
สรรพคุณในการรักษา
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ทำงานดีขึ้น พริกไทยมีรสเผ็ดที่จะไปเปิดตุ่มรับรสให้ส่งสัญญาณให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดน้ำย่อยคือกรดไฮโดรคลอริคมากขึ้น มีกรดเพียงพอมาย่อยอาหารโดยเฉพาะกลุ่มโปรตีนได้ดีขึ้น ไม่เกิดการหมักหมมเน่าเสียในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แสบร้อนที่หน้าอกและหลัง (heartburn) และอาหารไม่ย่อย แล้วถูกส่งต่อไปยังลำไส้ กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค ทำให้มีแก๊ส ระคายเคืยง ท้องร่วงหรือท้องผูกได้ พริกไทยใช้เป็นยาป้องกันการเกิดแก๊สในกระเพาะ/ลำไส้ (carminative) เพราะฤทธิ์ช่วยเพิ่มการหลั่งกรดน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยขับเหงื่อ (diaphoretic) และขับปัสสาวะ (diuretic)
นอกจากนี้ยังใช้พริกไทยเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และช่วยสลายไขมันในร่างกายทำให้รูปร่างดีขึ้น และสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย พริกไทยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและไต
สารอาหารในพริกไทย – พริกไทยเป็นแหล่งของแมงกานีส (Manganese), เหล็ก (Iron) และวิตามินเค (Vitamin K) และใยอาหาร (Fiber)
ในทางอายุรเวทของอินเดียใช้พริกไทยรักษา หอบหืด, ท้องผูก, รักษาเนื้อร้าย, ล้างพิษในลำไส้, โรคหัวใจ, โรคอ้วน, อาการอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง, ปอดอักเสบ, คัดจมูกจากไซนัส, ไข้และไข้หวัด, อหิวาตโรค, ท้องร่วง, โรคกระเพาะอาหาร, ขับพยาธิและริดสีดวงทวาร, นอนไม่หลับ, ตับอักเสบ, ไขข้ออักเสบ, ฝี, แดดเผา, ฟันผุและปวดฟัน
References:
Website: คัดลอกจาก: 1. สมุนไพร: ยาไทยที่ควรรู้. Bangkok: Amarin Printing and Publishing Plc., 1999.http://www.tigerdragon.in.th/thai-safflower.htm
2. Tiengbooranatham, Vit. Dictionary of Thai Medicinal Plants, 4th ed. Bangkok: Suriyabarn Publishing, 1996.
|